สัญญาเช่ามีแค่สำเนา ต้นฉบับสูญหายสามารถบอกเลิกสัญญาเช่า เรียกค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหายจากการผิดสัญญาเช่าและฟ้องขับไล่ได้หรือไม่ ??

          ในการฟ้องคดีขับไล่ผู้เช่าและเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระจากการผิดสัญญาเช่า ปัญหาที่ทนายความและคู่ความมักเจอคือ ต้นฉบับสัญญาเช่าสูญหายเหลือเพียงสำเนา คำถามที่ตามมาคือ ยังสามารถฟ้องคดีได้หรือไม่ และเมื่อนำสำเนามาสืบในชั้นพิจารณาศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้มากน้อยเพียงใด

          หลักทั่วไป การอ้างเอกสารเป็นพยานหลักฐานให้ยอมรับฟังได้เฉพาะต้นฉบับเอกสารเท่านั้นแต่ก็มีข้อยกเว้น อยู่ในมาตรา 92, 125 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่จะสามารถนำสำเนามาสืบแทนต้นฉบับได้

          การไม่มีต้นฉบับเอกสารไม่ใช่เหตุที่ทำให้ฟ้องคดีไม่ได้ เพราะการฟ้องคดีเป็นเรื่องของการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงและสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ส่วนเรื่องเอกสารหลักฐานเป็นเรื่องของการนำสืบในชั้นพิจารณา ดังนั้นแม้ต้นฉบับสัญญาเช่าสูญหาย โจทก์ก็ยังฟ้องคดีขับไล่และเรียกค่าเช่าที่ค้างได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องเตรียมการเรื่องการนำสืบด้วยสำเนาให้รัดกุม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติว่า

          มาตรา 1336  ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติว่า

          มาตรา 93  การอ้างเอกสารเป็นพยานหลักฐานให้ยอมรับฟังได้เฉพาะต้นฉบับเอกสารเท่านั้น เว้นแต่

          (1) เมื่อคู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้วให้ศาลยอมรับฟังสำเนาเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐาน

          (2) ถ้าต้นฉบับเอกสารนำมาไม่ได้ เพราะถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือสูญหาย หรือไม่สามารถนำมาได้โดยประการอื่น อันมิใช่เกิดจากพฤติการณ์ที่ผู้อ้างต้องรับผิดชอบ หรือเมื่อศาลเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะต้องสืบสำเนาเอกสารหรือพยานบุคคลแทนต้นฉบับเอกสารที่นำมาไม่ได้นั้น ศาลจะอนุญาตให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้

          (3) ต้นฉบับเอกสารที่อยู่ในความอารักขาหรือในความควบคุมของทางราชการนั้นจะนำมาแสดงได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากทางราชการที่เกี่ยวข้องเสียก่อน อนึ่ง สำเนาเอกสารซึ่งผู้มีอำนาจหน้าที่ได้รับรองว่าถูกต้องแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันเพียงพอในการที่จะนำมาแสดง เว้นแต่ศาลจะได้กำหนดเป็นอย่างอื่น

          (4) เมื่อคู่ความฝ่ายที่ถูกคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตนมิได้คัดค้านการนำเอกสารนั้นมาสืบตามมาตรา 125 ให้ศาลรับฟังสำเนาเอกสารเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอำนาจศาลตามมาตรา 125 วรรคสาม

          มาตรา 125  คู่ความฝ่ายที่ถูกอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตนอาจคัดค้านการนำเอกสารนั้นมาสืบโดยเหตุที่ว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ โดยคัดค้านต่อศาลก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ

          ถ้าคู่ความซึ่งประสงค์จะคัดค้านมีเหตุผลอันสมควรที่ไม่อาจทราบได้ก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จว่าต้นฉบับเอกสารนั้นไม่มี หรือเอกสารนั้นปลอม หรือสำเนาไม่ถูกต้อง คู่ความนั้นอาจยื่นคำร้องขออนุญาตคัดค้านการอ้างเอกสารมาสืบดังกล่าวข้างต้นต่อศาล ไม่ว่าเวลาใดก่อนศาลพิพากษา ถ้าศาลเห็นว่าคู่ความนั้นไม่อาจยกข้อคัดค้านได้ก่อนนั้น และคำขอนั้นมีเหตุผลฟังได้ ก็ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอ

          ถ้าคู่ความซึ่งประสงค์จะคัดค้านไม่คัดค้านการอ้างเอกสารเสียก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ หรือศาลไม่อนุญาตให้คัดค้านภายหลังนั้น ห้ามมิให้คู่ความนั้นคัดค้านการมีอยู่ และความแท้จริงของเอกสารนั้น หรือความถูกต้องแห่งสำเนาเอกสารนั้น แต่ทั้งนี้ ไม่ตัดอำนาจของศาลในอันที่จะไต่สวนและชี้ขาดในเรื่องการมีอยู่ ความแท้จริง หรือความถูกต้องเช่นว่านั้น ในเมื่อศาลเห็นสมควร และไม่ตัดสิทธิของคู่ความนั้นที่จะอ้างว่าสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

คำพิพากษาฎีกาที่ 847/2568  ศาลรับฟังสำเนาได้เมื่อจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

คำพิพากษาฎีกาที่ 5375/2561  ไม่คัดค้านตามมาตรา 125 ป.วิ.พ. ถือว่ายอมรับสำเนา

คำพิพากษาฎีกาที่ 5037/2565  ป.รัษฎากร มาตรา 118 ไม่ได้ระบุให้ปิดอากรแสตมป์ที่สำเนาเอกสาร

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม แอดไลน์ @tanaijim ได้เลยครับ